ทำไมคนญี่ปุ่นถึงไม่พูดตรงๆ?
สวัสดีครับ ต้องบอกว่าหลายๆคนที่เคยติดต่อ ทำงาน หรือใช้ชีวิตร่วมกับคนญี่ปุ่น อาจจะสังเกตเห็นและมีคำถามที่คล้ายกันว่า "เขาตกลงหรือไม่ตกลงกันแน่?" "ทำไมไม่พูดให้ชัดๆ ไปเลย?" แต่ความจริงแล้ว คนญี่ปุ่นนั้นไม่ได้สื่อสารอย่างไร้ทิศทาง หรือตรงกันข้ามครับ แต่พวกเขามีระบบการสื่อสารที่ค่อนข้างชัดเจนมาก และยังเป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับบรรยากาศ ความสัมพันธ์ และบริบท มากกว่าคำพูดตรงตัวด้วยครับ ดังนั้นในครั้งนี้ผมจะพาทุกท่านมาเข้าใจแก่นของวัฒนธรรม "ไม่พูดตรงๆ" ของญี่ปุ่น พร้อมวิธีอ่านระหว่างบรรทัดอย่างถูกต้องกันครับ ว่าแล้วเราลองไปอ่านกันเลยดีกว่า

✦ แก่นวัฒนธรรม : 和 (Wa) ความกลมกลืนคืออันดับหนึ่ง

คำว่า 和 (วะ) หมายถึงความกลมกลืน ความสงบ และการอยู่ร่วมกันอย่างไม่ขัดแย้ง ต้องบอกว่าแนวคิดนี้ยังคงฝังรากลึกในสังคมญี่ปุ่นตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ไปจนถึงที่ทำงานครับ และจากกรอบคิดนี้เอง การสื่อสารที่ดีคือการไม่ทำให้อีกฝ่ายอึดอัดหรือเสียหน้า ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงคิดกันว่าการพูดตรงเกินไปอาจจะเสี่ยงไปทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่าย การปฏิเสธชัดๆคือทำลายบรรยากาศ หรือการโต้แย้งต่อหน้ามักจะทำให้เกิดความขัดแย้งครับ และผลลัพธ์ที่ออกมานั้นคือการสื่อสารที่อ้อม สุภาพ และคลุมเครืออย่างตั้งใจ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาวนั่นเองครับ

✦ 本音 (ฮนเนะ) vs 建前 (ทาเตะมาเอะ) : สิ่งที่คิด vs สิ่งที่พูด

การเข้าใจคู่คำนี้คือกุญแจสำคัญในการที่จะเข้าใจความคิดความรู้สึกของคนญี่ปุ่นให้มากขึ้นครับ เริ่มจาก 本音 (ฮนเนะ) คือความคิดและความรู้สึกที่แท้จริง ที่มักจะไม่พูดออกมาตรงๆ โดยเฉพาะในที่สาธารณะหรือที่ทำงาน และ 建前 (ทาเตะมาเอะ) คือคำพูดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ พูดเพื่อรักษามารยาทและบรรยากาศครับ เช่น ประโยคที่ฟังดูเป็นเชิงบวกอย่างประโยคที่ว่า "น่าสนใจนะครับ" ในหลายบริบทเองประโยคนี้อาจจะหมายถึง "ยังไม่เห็นด้วย แต่ไม่อยากปฏิเสธตรงๆ" ครับ

✦ คำสุภาพที่ฟังดูดี แต่ความหมายจริงอาจไม่ใช่

หลายๆคำถ้าแปลตามตัวอักษรอาจทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายครับ ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างคำที่พบบ่อยๆมาให้ลองอ่านกันพร้อมบอกความหมายแฝงครับ

  • 検討します (จะพิจารณา): ยังไม่ตกลง / อาจไม่ทำ
  • 難しいですね (คงยาก): แทบจะเป็นไปไม่ได้
  • 前向きに考えます: ยังไม่รับปาก
  • また連絡します: อาจไม่ติดต่อกลับ
  • 今回は見送ります: ปฏิเสธแบบสุภาพ

จะเห็นได้ว่าคนญี่ปุ่นมักหลีกเลี่ยงคำว่า "ไม่ได้" หรือ "ไม่เอา" โดยตรง เพราะจะถือว่าแรงเกินไปนั่นเองครับ

✦ คำพูดไม่ใช่ทั้งหมดเพราะ 70% คือบริบท

การสื่อสารของญี่ปุ่นคือ 30% คำพูด + 70% บริบทครับ สิ่งที่ควรสังเกตควบคู่กับคำพูด ได้แก่

  • น้ำเสียง (ช้าลง ลังเล หรือเบาลง)
  • การเว้นจังหวะก่อนที่จะตอบ
  • สีหน้าและภาษากาย
  • การถามต่อหรือไม่ถามต่อ

หากคำพูดเป็นบวก แต่การตอบสั้น ไม่ขยายความ และไม่มีการลงมือทำต่อ นั่นอาจเป็นสัญญาณของการไม่เห็นด้วยนั่นเองครับ

✦ ทำไมคนญี่ปุ่นถึงเลือก "ไม่พูดตรงๆ"?

ต้องบอกว่าการที่คนญี่ปุ่นเลือกที่จะไม่พูดตรงๆเพราะว่ามีหลากหลายเหตุผลครับ เช่น

  • การรักษาน้ำใจและความรู้สึก: คนญี่ปุ่นคิดว่าการปฏิเสธตรงๆ อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกปฏิเสธตัวตนของตัวเองไปด้วย
  • การไม่ทำให้ใครเสียหน้า: ทั้งผู้พูดและผู้ฟังต้องรักษาภาพลักษณ์ทางสังคม
  • โครงสร้างลำดับชั้น: การแสดงความเห็นต่างกับผู้ใหญ่หรือหัวหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายในสังคมญี่ปุ่น
  • บทบาทของผู้ฟัง: วัฒนธรรมญี่ปุ่นคาดหวังให้ผู้ฟัง "พยายามเข้าใจ" จากบริบท ไม่ใช่แค่คำพูด

✦ ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบได้จริง

หากเป็นในที่ทำงาน ถ้าหัวหน้าพูดว่า "ไอเดียนี้น่าสนใจนะ แต่ขอคิดดูก่อน" ความหมายที่เป็นไปได้คือ ยังไม่เห็นด้วยและอาจไม่อนุมัติในตอนนี้ หรือหากเป็นการชักชวนแบบส่วนตัว เมื่อชวนเพื่อนไปเที่ยวแล้วได้คำตอบว่า "ช่วงนี้อาจจะยุ่งนิดหน่อย" มักหมายถึงไม่สะดวกหรือไม่อยากไป แต่ไม่ต้องการปฏิเสธตรงๆนั่นเองครับ

✦ คนต่างชาติควรรับมืออย่างไร

ขั้นแรกอย่าคาดหวังคำตอบ Yes/No ในทันทีครับ ความเงียบหรือการเลี่ยงตอบคือคำตอบรูปแบบหนึ่ง ให้ลองถามแบบปลายเปิดครับ เช่น "มีส่วนไหนที่ควรปรับไหมครับ" ให้ดูที่การกระทำมากกว่าคำพูด หากไม่มีการเดินหน้าต่อ นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจน และอย่าบีบให้ตอบตรงๆ จะทำให้อีกฝ่ายอึดอัดและปิดใจได้ครับ

การ "ไม่พูดตรงๆ" ของคนญี่ปุ่นไม่ใช่ความไม่จริงใจ แต่คือทักษะทางสังคมที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความสัมพันธ์และความกลมกลืนครับ เมื่อเข้าใจวัฒนธรรมนี้แล้ว ทุกท่านจะอ่านสัญญาณได้ดีขึ้น ทำงานร่วมกันได้ราบรื่น และหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่เกิดจากการยึดติดกับคำพูดตรงตัวครับ ในสังคมญี่ปุ่นนั้นสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา มักจะสำคัญมากกว่าสิ่งที่พูดเสมอนั่นเองครับ

การเข้าใจความหมายแฝงของคนญี่ปุ่นอาจต้องใช้เวลาและประสบการณ์ แต่การติดต่อสื่อสารที่ลื่นไหลไม่มีสะดุดนั้นเริ่มต้นได้ทันทีครับ ไม่ว่าจะติดต่อธุรกิจหรือเดินทางท่องเที่ยว ให้ NihonSIM, NihonSIM Plus และ TRAVeSIM ช่วยให้คุณออนไลน์ได้ทุกที่ หรือเลือกใช้ Skyberry Pocket WiFi สำหรับการเชื่อมต่อแบบกลุ่มที่เสถียรที่สุด และสำหรับสายบันเทิงอย่าลืมแวะไปที่ DMM Point shop นะครับ ให้ทุกการเชื่อมต่อในญี่ปุ่นของคุณเป็นเรื่องง่าย เหมือนเข้าใจ 'ฮนเนะ' และ 'ทาเตะมาเอะ' ได้อย่างมืออาชีพครับ