
สวัสดีครับ ผมเชื่อว่า หลายๆท่านน่าจะเคยเล่นเกมกันใช่ไหมครับ และยิ่งถ้าอายุเกิน 30 แล้ว ผมว่าน่าจะเคยเล่นเกมตลับกันมาบ้างใช่ไหมครับ ในวันนี้ผมจะขออนุญาตมาเล่าเรื่องเกมตลับที่ถูกเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นเกมรูปแบบ CD ครับ ว่าจุดเปลี่ยนมันคืออะไร มีผลอะไรตามมาหลังจากการเปลี่ยนแปลงบ้าง ว่าแล้วเราลองไปอ่านกันได้เลยครับ

ต้องบอกก่อนเลยครับว่าช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ถึงต้นยุคที่ 1990 คือช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเกมญี่ปุ่นถูกครอบครองโดย "ยุคตลับ" อย่างแท้จริงครับ เครื่องเกมอย่าง Family Computer (Famicom) และ Super Famicom คือราชาแห่งเครื่องเกมในห้องนั่งเล่นของบ้านญี่ปุ่นและหลายประเทศทั่วโลกเลยครับ และในยุคนั้น คำว่า "เกมญี่ปุ่น" แทบจะเท่ากับชื่อของ Nintendo กันเลยทีเดียวครับ แต่แล้วในเวลาไม่ถึงสิบปี โลกทั้งใบกลับเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันกลับ และผู้ที่เข้ามาเปลี่ยนวัฒนธรรมเครื่องเกมคือบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่เคยทำเกมเครื่องคอนโซลมาก่อนอย่าง Sony นั่นเองครับ และนี่ก็คือเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเกมครับ

ระบบตลับเกม (Cartridge) มีข้อดีหลายอย่างครับ เช่น โหลดเร็วแทบจะทันที ทนทาน หรือควบคุมการผลิตได้ง่าย แต่ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ ความจุข้อมูลและต้นทุนการผลิตครับ ตลับเกมมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการผลิตแผ่น CD อย่างมาก ผู้พัฒนาต้องสั่งผลิตจำนวนมากล่วงหน้า หากขายไม่หมดคือขาดทุนทันทีครับ นอกจากนี้ ความจุของตลับเกมเองยังจำกัดขนาดของเกมด้วยครับ ไม่สามารถใส่คัตซีนแบบภาพยนตร์ หรือเสียงพากย์เต็มรูปแบบได้ง่ายๆ แม้กระทั่งเกมระดับตำนานอย่าง Final Fantasy VI เองก็ยังต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดทางเทคนิคเ หล่านี้ครับ ดังนั้นในช่วงต้นยุค90 หลายๆบริษัทจึงเริ่มมองเห็นว่าอนาคตของสื่อบันทึกข้อมูลควรก้าวไปสู่ CD-ROM ได้แล้วนั่นเอง

Sony เองนั้นเดิมทีมีความร่วมมือกับ Nintendo เพื่อพัฒนาเครื่องเล่น CD เสริมสำหรับเครื่องเกม Super Famicom แต่ความร่วมมือนั้นล่มลงในนาทีสุดท้าย และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือทาง Sony ตัดสินใจพัฒนาเครื่องเกมของตัวเอง และในปี 1994 ในญี่ปุ่น เครื่องเกม PlayStation โดย Sony ก็ถูกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการครับ เครื่องเกมนี้จุดแข็งคือ ใช้แผ่น CD-ROM ต้นทุนการผลิตเกมต่ำลง มีพื้นที่เก็บข้อมูลค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับตลับ และเปิดโอกาสให้ใช้ Full Motion Video (FMV) และบริษัท Sony เองยังใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจที่แตกต่างจากทาง Nintendo ค ือเปิดกว้างกับบริษัท Third-party (บริษัทอื่นที่ทำเกมมาลงให้กับเครื่อง PlayStation) มากกว่า และมีเงื่อนไขที่ดึงดูดนักพัฒนาครับ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ Square ตัดสินใจย้ายจาก Nintendo ไปพัฒนาเกมบนเครื่อง PlayStation โดยเหตุผลหลักคือข้อจำกัดของตลับ Super Famicom และ Nintendo 64 ที่ยังใช้ระบบตลับอยู่ ในขณะที่ Square ต้องการสร้างเกมที่มีคัตซีนระดับภาพยนตร์และดนตรีคุณภาพสูงครับ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการถือกำเนิดของเกม Final Fantasy VII ที่หลายๆท่านน่าจะรู้จักนั่นเองครับ เกมนี้ใช้แผ่น CD ถึง 3 แผ่น เต็มไปด้วยคัตซีน CG และเนื้อเรื่องขนาดใหญ่ ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากนำมาใส่บนตลับ และเมื่อ FFVII ประสบความสำเร็จระดับโลก ม ันไม่ได้แค่ขายดี แต่มันทำให้ นักพัฒนาเกมทั่วญี่ปุ่นหันมามอง PlayStation อย่างจริงจังครับ

ในปี 1996 เครื่องเกม Nintendo 64 ก็ถูกวางจำหน่าย พร้อมพลังกราฟิก 3D ที่ล้ำหน้าในยุคนั้น แต่การเลือกใช้ตลับต่อไปทำให้หลายบริษัทลังเลเนื่องจาก ความจุของตลับที่ถูกจำกัด ต้นทุนที่ยังคงสูง และไม่เหมาะกับเกมที่มีเนื้อเรื่องยาว แม้ว่าเครื่อง N64 จะมีเกมระดับตำนาน แต่ในด้าน Third-party support นั้น Sony เริ่มได้เปรียบอย่างชัดเจนครับ

ต้องบอกว่าเครื่อง PlayStation ไม่ได้เปลี่ยนแค่สื่อบันทึกข้อมูลครับ แต่มันเปลี่ยน "ภาพลักษณ์" ของเกมไปตลอดกาลเลยก็ว่าได้ Sony ทำการตลาดให้เกมดูเป็นสื่อบันเทิงสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ไม่ใช่แค่ของเล่นเด็กอีกต่อไป และเกมอย่าง Resident Evil และ Metal Gear Solid ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเกมสามารถเล่าอย่างเรื่องจริงจัง ดาร์ก และซับซ้อนได้ไม่แพ้ภาพยนตร์เลยทีเดียว และนี่เองก็คือช่วงเวลาที่เกมเริ่มถูกมองว่าเป็นสื่อบันเทิงเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่ของเล่นเด็กครับ

การเปลี่ยนผ่านจากยุคตลับสู่ CD ส่งผลเชิงลึกในหลายๆด้านครับ คือ เกมมีขนาดใหญ่ขึ้นและซับซ้อนขึ้น คัตซีนและการเล่าเรื่องกลายเป็นมาตรฐาน ต้นทุนการพัฒนาเกมเพิ่มสูงขึ้น หรือการแข่งขันระดับโลกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น และที่สำคัญที่สุด คือมันเปิดประตูให้เกมแนว JRPG ครองตลาดโลก ในช่วงปลายยุค 90 ได้อย่างยิ่งใหญ่เลยครับ
จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านจากยุคตลับสู่ PlayStation ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสื่อบันทึกข้อมูล แต่มันคือการเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรมเกมทั่วโลกครับ จากยุคที่ข้อจำกัดทางเทคนิคกำหนดขอบเขตความคิดสร้างสรรค์สู่ยุคที่นักพัฒนาสามารถเล่าเรื่องได้อย่างอิสระมากขึ้น มันคือจุดเริ่มต้นของยุคที่เกมกลายเป็นประสบการณ์ทางอารมณ์เต็มรูปแบบ และยังเป็นรากฐานของวงการเกมสมัยใหม่ที่เราเห็นในทุกวันนี้ครับ