

ช่วงแรกที่เบียร์เข้ามาสู่ญี่ปุ่นอยู่ในสมัยเอโดะราวศตวรรษที่ 17 โดยพ่อค้าชาวดัตช์ที่เข้ามาติดต่อการค้ากับรัฐบาลโชกุนที่ "เดจิมะ" เมืองนางาซากิ ในยุคนั้นญี่ปุ่นปิดประเทศเกือบทั้งหมด ต่างชาติเข้ามายากมาก เบียร์จึงเป็นเพียงเครื่องดื่มหรูที่มีไว้รับแขกหรือบุคคลสำคัญเท่านั้น
แม้ชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นยังไม่คุ้นเคยกับรสขมของฮ็อปส์ แต่เบียร์ก็เริ่มสร้างความสนใจให้กับผู้ที่ใฝ่เรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตก
ถึงกระนั้น ญี่ปุ่นยังไม่ผลิตเบียร์ด้วยตัวเอง จนกระทั่งในช่วงปลายยุคเอโดะและต้นยุคเมจิที่ประเทศเริ่มเปิดรับความทันสมัยจากตะวันตกมากขึ้น
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเปิดโรงเบียร์โดย วิลเลียม ค็อปแลนด์ (William Copeland) ชาวนอร์เวย์ในโยโกฮามะ โรงเบียร์นี้ใช้เทคนิคการผลิตแบบเยอรมัน ทำให้เบียร์มีคุณภาพสูงได ้รับความนิยมทั้งในหมู่ชาวต่างชาติและญี่ปุ่น
ต่อมาถูกซื้อกิจการและพัฒนาเป็น Kirin Brewery Company แบรนด์ที่เราคุ้นเคยอย่าง "Kirin Ichiban"
รัฐบาลญี่ปุ่นในยุคเมจิที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรม ได้ก่อตั้งโรงเบียร์ฮอกไกโดโดยจ้างผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนีมาฝึกอบรมคนท้องถิ่น หนึ่งในนั้นคือเซอิเบอิ นากามุระ ช่างผลิตเบียร์ชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ นี่คือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Sapporo ซึ่งมีโลโก้ดาวแดงอันโด่งดัง
ต้นกำเนิดของ Asahi Beer แบรนด์ที่ภายหลังจะสร้างการปฏิวัติครั้งใหญ่ในตลาดเบียร์โลกด้วยการเปิดตัว "Asahi Super Dry" ในปี 1987
แม้ซันโตรีจะเริ่มต้นจากธุรกิจวิสกี้ แต่ภายหลั งกลายมาเป็นผู้ผลิตเบียร์คุณภาพสูง และเป็นผู้บุกเบิกเบียร์ "Premium Malt's" ที่ได้รับรางวัลมากมาย

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นเริ่มนำเบียร์มาตั้งฐานการผลิตทั่วประเทศ เทคโนโลยีการผลิตและการเก็บเบียร์พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ร้านอาหารแบบตะวันตกเริ่มเปิดมากขึ้นทำให้เบียร์กลายเป็นเครื่องดื่มที่จับต้องได้สำหรับคนทั่วไป
แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วัตถุดิบขาดแคลน เบียร์บางชนิดมีแอลกอฮอล์ต่ำลงและรสอ่อนลง เพราะต้องจำกัดปริมาณมอลต์และฮ็อปส์ รัฐบาลยังจำกัดจำนวนโรงเบียร์ ทำให้มีเพียง 2–3 บริษัทใหญ่ที่ครองตลาด
หลังสงคราม ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว การจ้างงานแบบบริษัทญี่ปุ่นก่อให้เกิดวัฒนธรรม "飲みニケーション (Nommunication)" การดื่มเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในที่ทำงาน
เบียร์จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความผ่อนคลายหลังเลิกงาน ร้านอิซากายะและร้านอาหารเริ่มจำหน่ายเบียร์สดกันอย่างแพร่หลาย เบียร์ลากเกอร์สีทอง กลิ่นหอมอ่อน สดชื่น ดื่มง่าย กลายเป็นมาตรฐานของเบียร์ญี่ปุ่นในยุคนั้น
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติเบียร์ญี่ปุ่นคือการเปิดตัว Asahi Super Dry ในปี 1987
นี่คือเบียร์ที่ถูกออกแบบให้มีรสชาติ "คม สดชื่น แห้งไม่หวาน" (Karami – Dry) ตรงข้ามกับเบียร์สไตล์เยอรมันที่เข้มและหวานกว่า
ผลลัพธ์คือ Asahi Super Dry กลายเป็นเบียร์ที่ขายดีที่สุดของประเทศ และเป็นตัวจุด ประกายให้เบียร์ "ไดรย์" กลายเป็นเทรนด์ใหม่จนแบรนด์อื่นต้องทำสไตล์เดียวกัน
ก่อนปี 1994 ญี่ปุ่นมีกฎหมายกำหนดว่าผู้ผลิตเบียร์ต้องผลิตอย่างน้อย 2,000 ลิตรต่อปีถึงจะขอใบอนุญาตได้ ทำให้ผู้ผลิตรายเล็กไม่สามารถก่อตั้งกิจการเองได้
แต่ในปี 1994 มีการผ่อนปรนกฎหมายเหล้า ทำให้โรงเบียร์ขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น นี่คือจุดเริ่มต้นของ:

หลายคนที่ไปญี่ปุ่นอาจสงสัยว่า "Nama Beer (生ビール)" คืออะไร แตกต่างจากเบียร์ทั่วไปอย่างไร
Nama Beer คือเบียร์สดที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน
คำว่า "生 (Nama)" แปลตรงตัวว่า "สด" สำหรับเบียร์หมายถึง:
Nama Beer มักเสิร์ฟจากเครื่องกดเบียร์ (Draft) ตามร้านอิซากายะและร้านอาหารในญี่ปุ่น
1. ฟองละเอียด (Creamy Foam)
เบียร์สดให้ฟองเนียนเป็นครีม ทำให้สัมผัสนุ่มและป้องกันเบียร์สัมผัสอากาศเร็ว
2. รสสดใหม่
ไม่โดนความร้อน จึงเก็บกลิ่นและรสชาติได้ครบกว่า
3. รสชาติสดใส "ขมแต่ไม ่ฝาด"
รสขมแบบคมชัดและสะอาด แต่ไม่ฝาดหรือขมติดปลายลิ้น
4. ดื่มง่ายมาก
แม้คนไม่ชอบเบียร์ก็ยังดื่มได้ เพราะมีความละมุน
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาชาวญี่ปุ่นคัมปายกันครั้งแรกส่วนใหญ่จะสั่ง "Nama Beer"
ดังนั้น ระหว่างตระเวนชิม Nama Beer และคราฟต์เบียร์ อย่าลืมเตรียมเน็ตด้วย NihonSIM หรือ Skyberry Pocket WiFi เพื่อแชร์ประสบการณ์แบบเรียลไทม์!
ด้านล่างนี้คือการแนะนำ 10 เบียร์ญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมสูงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งเบียร์กระป๋อง เบียร์สด และเบียร์คราฟต์