Seichi Junrei | เที่ยวญี่ปุ่นตามรอยอนิเมะ ตอนที่ 1 : บทนำ

ในซีรีส์นี้ เราจะมาทำความรู้จัก Seichi Junrei (聖地巡礼) หรือการเที่ยวญี่ปุ่นตามรอยอนิเมะ จาก Slam Dunk ถึง Your Name เมื่อความรักในอนิเมะกลายเป็นเครื่องมือฟื้นฟูเมือง สร้างเศรษฐกิจ และเปลี่ยนอนาคตของชุมชนญี่ปุ่น ซีรียส์นี้มีทั้งหมด 10 ตอนยาวๆ เพื่อให้เข้าใจ Soft Power ของญี่ปุ่นชิ้นนี้แบบลงลึกมากยิ่งขึ้น

✦ เหตุใดการตามรอยอนิเมะจึงถูกเรียกว่า "การแสวงบุญ"

หากเปิดพจนานุกรมภาษาญี่ปุ่น คำว่า "เซอิจิ จุนเร" (Seichi Junrei - 聖地巡礼) สามารถแปลตรงตัวได้ว่า "การแสวงบุญไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์" โดยเป็นการประกอบกันของคำว่า "聖地" (Seichi) ซึ่งหมายถึง "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์" และ "巡礼" (Junrei) ซึ่งหมายถึง "การจาริก" หรือ "การแสวงบุญ" เมื่อนำมารวมกันแล้ว คำนี้จึงมีความหมายและนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับคำว่า "Pilgrimage" ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคำที่มีประวัติศาสตร์และรากฐานลึกซึ้งยาวนานหลายพันปีในอารยธรรมมนุษย์

อย่างไรก็ตาม หากเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน เช่น เมืองโออาราอิในจังหวัดอิบารากิ เมืองนุมะซุในจังหวัดชิซุโอกะ หรือเมืองคามาคุระในจังหวัดคานางาวะ เราอาจพบปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง เมื่อคำศัพท์ที่เคยถูกผูกขาดโดยสถาบันศาสนา กลับถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรมของกลุ่ม "แฟนอนิเมะ" (Anime fans) และกลุ่มโอตาคุ (Otaku) ผู้คนที่เดินทางไกลเพื่อไปถ่ายภาพในสถานที่ที่ปรากฏในเรื่องแต่ง เดินตามเส้นทางของตัวละครที่พวกเขาหลงรัก หรือเยี่ยมชมร้านค้า โรงเรียน และศาลเจ้าที่เป็นต้นแบบของฉากต่างๆ ในแอนิเมชัน

คำถามเชิงปรัชญาและสังคมวิทยาจึงเกิดขึ้นว่า เหตุใดคนญี่ปุ่น (และต่อมาคือผู้คนทั่วโลก) จึงเลือกใช้คำที่เคยเกี่ยวข้องกับศาสนาและความศักดิ์สิทธิ์ มาอธิบายปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมสมัยนิยม (Popular Culture) และหากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เราอาจพบว่าเรื่องราวและกลไกเชิงจิตวิทยาของการเดินทางนี้ เริ่มต้นขึ้นก่อนที่ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องแรกจะถือกำเนิดขึ้นหลายศตวรรษ การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ Seichi Junrei จึงไม่ใช่เพียงการศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของกลุ่มวัฒนธรรมย่อย (Subculture) แต่เป็นการศึกษาการเปลี่ยนผ่านของ "ความศักดิ์สิทธิ์" ในยุคสมัยที่อิทธิพลของศาสนาเริ่มถดถอยลง (Secular Age)

✦ การแสวงบุญในโลกตะวันตก : เมื่อการเดินทางคือการแสวงหาความหมาย

ในยุโรปยุคกลาง การแสวงบุญถือเป็นโครงสร้างส่วนสำคัญที่แยกไม่ออกของชีวิตทางศาสนาและสังคม ชาวคริสต์จำนวนมากยอมละทิ้งชีวิตประจำวันเพื่อเดินทางไปยังนครเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ บางส่วนเลือกเดินทางไปยังกรุงโรม อันเป็นศูนย์กลางของคริสตจักรคาทอลิก หรือมุ่งหน้าสู่เส้นทางคามิโนเดซันติอาโก (Camino de Santiago) เพื่อไปยังเมืองซันติอาโก เด กอมโปสเตลา ในประเทศสเปน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่บรรจุอัฐิของนักบุญยากอบ

การเดินทางในอดีตเหล่านี้มักกินเวลาหลายเดือน หรือบางครั้งอาจยาวนานเป็นหลายปี เป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก อันตรายจากโจรผู้ร้าย โรคภัยไข้เจ็บ และความไม่แน่นอนนานัปการ แต่ผู้คนนับแสนก็ยังคงออกเดินทาง เพราะสิ่งที่พวกเขาแสวงหานั้นไม่ใช่เพียงแค่ "จุดหมายปลายทาง" ในเชิงภูมิศาสตร์ แต่คือการแสวงหา "ความหมาย" บางอย่างในชีวิต การล้างบาป หรือการเปลี่ยนแปลงตัวตนให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ในภาษาอังกฤษ คำว่า Pilgrimage จึงไม่ได้มีความหมายตื้นเขินเพียงแค่การท่องเที่ยว (Tourism) แบบพักผ่อนหย่อนใจ แต่หมายถึงการเดินทางที่มีความหมายทางจิตใจ จิตวิญญาณ และการอุทิศตนอย่างลึกซึ้ง

✦ เอเชียกับวัฒนธรรมการจาริก

ในโลกตะวันออกและเอเชีย แนวคิดเรื่องการแสวงบุญก็ปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดและน่าสนใจไม่แพ้กัน พุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางไปยังสังเวชนียสถานทั้งสี่ในอินเดียและเนปาล ได้แก่ พุทธคยา สารนาถ กุสินารา และลุมพินี ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับพระชนมชีพของพระพุทธเจ้า ในประเทศจีน มีประเพณีการจาริกไปยังภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า เช่น ภูเขาอู่ไถซาน (Wutaishan) หรือภูเขาผู่ถัวซาน (Putuoshan) ในพื้นที่ราบสูงทิเบต ผู้ศรัทธาทำการเดินเวียนรอบภูเขาไกรลาส (Mount Kailash) ด้วยความยากลำบาก ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตามความเชื่อทางศาสนา และแม้แต่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางไปยังวัดสำคัญ พระธาตุ หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเดินทางเพื่อแสวงหาความหมายผ่านพื้นที่กายภาพ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นสากลและพบได้แทบทุกอารยธรรม

สำหรับประเทศญี่ปุ่น วัฒนธรรมการจาริกมีรากฐานที่ลึกซึ้งเป็นพิเศษ หนึ่งในเส้นทางที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลที่สุดคือ "ชิโกกุ เฮนโระ" (Shikoku Henro - 四国遍路) หรือการเดินทางสักการะวัดทั้ง 88 แห่งบนเกาะชิโกกุ ซึ่งเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และปาฏิหาริย์ของพระภิกษุผู้ยิ่งใหญ่คือ พระคูไค (Kūkai) หรือโคโบ ไดชิ ผู้แสวงบุญจำนวนมากในอดีตและปัจจุบัน ยอมเดินเท้าเป็นระยะทางกว่าพันกิโลเมตร ผ่านเทือกเขาสูงชัน ชายฝั่งทะเลที่ห่างไกล หมู่บ้าน และเมืองต่างๆ เพื่อแสวงหาความสงบภายในจิตใจ

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการวิเคราะห์เชิงมานุษยวิทยาคือ การเดินทางบนเส้นทางชิโกกุไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ในทางศาสนาหรือคติธรรมเท่านั้น แต่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น การจาริกยังเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับแนวคิดเรื่อง "การเปลี่ยนแปลงตนเองผ่านการเดินทาง" (Self-transformation) การก้าวออกจากชีวิตประจำวัน (Departure from the everyday) และการค้นหาความหมายใหม่ของการมีชีวิตอยู่ แนวคิดเชิงอัตถิภาวนิยมนี้จะกลายเป็นกุญแจสำคัญและเป็นสะพานเชื่อมโยงไปสู่การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ Seichi Junrei ของวัฒนธรรมโอตาคุในยุคปัจจุบัน 

มานุษยวิทยาและสังคมวิทยาของการแสวงบุญทางโลก

เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่า เหตุใดแฟนอนิเมะในศตวรรษที่ 21 จึงลอกเลียนแบบกระบวนการทางศาสนามาใช้อย่างแนบเนียน เราจะอาศัยกรอบวิเคราะห์ที่สำคัญสองประการ ได้แก่ ทฤษฎีสภาวะก้ำกึ่งและคอมมูนิตัสของวิคเตอร์ เทอร์เนอร์ (Victor Turner) และแนวคิดความแท้จริงเชิงอัตถิภาวนิยม (Existential Authenticity) ในยุคสมัยฆราวาสของโอคาโมโตะ เรียวสุเกะ (Ryosuke Okamoto) และนักวิชาการด้านการท่องเที่ยว

สภาวะก้ำกึ่ง (Liminality) และ คอมมูนิตัส (Communitas)

ในงานเขียนชิ้นสำคัญ "Image and Pilgrimage in Christian Culture: Anthropological Perspectives" วิคเตอร์ เทอร์เนอร์ และอีดิธ เทอร์เนอร์ (Edith Turner) ได้นำเสนอโครงสร้างทางทฤษฎีเพื่อวิเคราะห์กระบวนการแสวงบุญในฐานะปรากฏการณ์สากลของมนุษย์ โดยต่อยอดมาจากแนวคิดเรื่องพิธีกรรมการเปลี่ยนผ่าน (Rites of Passage) ของอาร์โนลด์ แวน เจนเนป (Arnold van Gennep)

เทอร์เนอร์อธิบายว่า พิธีกรรมและการแสวงบุญจะนำพามนุษย์ออกจากโครงสร้างสังคมอันรัดตึงในชีวิตประจำวัน (Structure) เข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า "สภาวะก้ำกึ่ง" (Liminality) ซึ่งเป็นสถานะรอยต่อหรือ "ความอยู่ระหว่างกลาง" (Betweenness) ที่ปัจเจกบุคคลได้ละทิ้งสถานะเดิมของตน แต่ยังไม่ได้ผนวกรวมเข้ากับสถานะใหม่ ในสภาวะแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้เอง ที่มนุษย์จะได้สัมผัสกับมิติของ "คอมมูนิตัส" (Communitas) ซึ่งเป็นพลวัตความสัมพันธ์ทางสังคมรูปแบบพิเศษ ที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน โดยปราศจากการครอบงำของชนชั้น ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือภูมิหลังทางสังคม 

เมื่อนำกรอบคิดนี้มาวิเคราะห์ปรากฏการณ์ Seichi Junrei จะพบว่าโครงสร้างของมันทำงานในลักษณะที่แทบจะทาบทับกันได้พอดี สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีโครงสร้างและระเบียบแบบแผนที่เข้มงวดสูงมาก กลุ่มแฟนคลับหรือ "โอตาคุ" (Otaku) มักเป็นกลุ่มคนที่พยายามหลีกหนีจากแรงกดดันของชีวิตการทำงานหรือการเรียน การออกเดินทางแสวงบุญไปยังสถานที่ในอนิเมะ จึงทำหน้าที่เป็น "พิธีกรรมทางโลก" (Secular Pilgrimage) ที่อนุญาตให้พวกเขาหลุดพ้นจากความเป็นจริงอันซ้ำซาก ข้ามเส้นแบ่งเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกกำหนดโดยเรื่องเล่า

ณ พื้นที่เหล่านั้น สภาวะคอมมูนิตัสจะก่อตัวขึ้น ผู้แสวงบุญอนิเมะจะแสดงออกถึงความเท่าเทียมกัน (Egalitarianism) พวกเขาอาจแลกเปลี่ยนทรรศนะ แบ่งปันข้อมูล หรือแสดงความชื่นชมผ่านการแต่งคอสเพลย์ (Cosplay) และการครอบครองสินค้าสัญลักษณ์ต่างๆ โดยไม่ต้องคำนึงว่าในโลกความเป็นจริงพวกเขาจะเป็นพนักงานบริษัท นักเรียน หรือผู้บริหาร ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันด้วยรสนิยมและความหลงใหลในสื่อชนิดเดียวกันนี้ ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า "โครงสร้างขั้วตรงข้าม" (Anti-structure) ซึ่งช่วยเยียวยาและปลดปล่อยพวกเขา เทอร์เนอร์ยังได้เน้นย้ำถึงองค์ประกอบเชิง "การเล่น" (Ludic element) ในการแสวงบุญ ว่าการพักผ่อนหย่อนใจในยุคสมัยใหม่ช่วยให้ผู้คนได้ทวงคืนสภาวะก้ำกึ่งที่หายไปจากพิธีกรรมทางศาสนาที่เคร่งเครียดเกินไปกลับคืนมา

ความเป็นจริงเชิงอัตถิภาวนิยม (Existential Authenticity) ในยุคสมัยฆราวาส (Secular Age)

คำถามที่ท้าทายที่สุดในการทำความเข้าใจการแสวงบุญอนิเมะคือ หากสถานที่เหล่านั้น (เช่น ทางแยกไฟแดง สถานีรถไฟธรรมดา หรือศาลเจ้าเล็กๆ ในชนบท) ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์หรือประวัติศาสตร์ทางศาสนารองรับ แล้วอะไรคือสิ่งที่มอบความศักดิ์สิทธิ์ให้กับพื้นที่เหล่านั้น?

ศาสตราจารย์ โอคาโมโตะ เรียวสุเกะ (Ryosuke Okamoto) นักวิชาการด้านศาสนาและสังคมวิทยาการท่องเที่ยวแห่งมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ได้เสนอข้อวิเคราะห์ที่เฉียบคมในหนังสือ "Pilgrimages in the Secular Age" (การแสวงบุญในยุคสมัยฆราวาส) ว่า ในยุคที่สังคมโลกถูกทำให้เป็นฆราวาสมากขึ้น (Secularization) และศาสนากลายเป็นเรื่องส่วนบุคคล (Privatization) ระบบศาสนาแบบดั้งเดิมได้สูญเสียอำนาจในการผูกขาดคำจำกัดความของ "ความศักดิ์สิทธิ์"

ในอดีต ผู้แสวงบุญมุ่งหน้าไปยังสถานที่อย่างลูร์ด (Lourdes) หรือสักการะผ้าห่อพระศพแห่งตูริน (Shroud of Turin) ด้วยความเชื่อมั่นใน "ความแท้จริงเชิงวัตถุ" (Object-based authenticity) แต่โอคาโมโตะและนักวิชาการด้านการท่องเที่ยวชี้ให้เห็นว่า ผู้แสวงบุญยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เดินบนเส้นทางคามิโนเดซันติอาโกด้วยเหตุผลทางโลก หรือแฟนอนิเมะที่เดินทางไปเยี่ยมชมฉากในเรื่อง ล้วนแสวงหาเป้าหมายที่ต่างออกไป พวกเขาไม่ได้ต้องการพึ่งพิงพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากภายนอก แต่ต้องการค้นหา "ความแท้จริงเชิงอัตถิภาวนิยม" (Existential Authenticity) ตามแนวคิดของวัง (Wang, 1999) 

ความแท้จริงเชิงอัตถิภาวนิยมหมายถึง ภาวะที่นักท่องเที่ยวรู้สึกเป็นอิสระ ได้หลุดพ้นจากพันธนาการของบทบาททางสังคม และค้นพบ "ตัวตนที่แท้จริง" (Authentic self) ของตนเองผ่านกระบวนการเดินทาง  โอคาโมโตะเน้นย้ำว่า ในศตวรรษที่ 21 สถานที่แห่งหนึ่งไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์เพราะคัมภีร์ทางศาสนากำหนดไว้ แต่กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผ่าน "การแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถานที่นั้นกับชุมชนผู้คน" (Interchanges between a place and its community of people) เมื่อแฟนอนิเมะเชื่อมโยงสถานที่กายภาพเข้ากับความทรงจำ ความตื่นเต้น และความรักที่พวกเขามีต่อเรื่องเล่า พื้นที่นั้นจึงถูก "รับรองความแท้จริง" (Authentication) โดยกระบวนการทางสังคมและอารมณ์ กลายเป็นพรมแดนใหม่ของความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ได้อิงกับพระเจ้า แต่อิงกับเรื่องเล่าและประสบการณ์ร่วมของชุมชน (Shared image and experience) 

✦ ญี่ปุ่น : ดินแดนแห่งผู้จาริก

ในญี่ปุ่น วัฒนธรรมการจาริกมีรากฐานลึกซึ้งเป็นพิเศษ หนึ่งในเส้นทางที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Shikoku Henro (四国遍路) หรือการเดินทางสักการะวัดทั้ง 88 แห่งบนเกาะชิโกกุ ซึ่งเชื่อมโยงกับพระภิกษุผู้มีชื่อเสียงคือ พระคูไค (Kūkai) ผู้แสวงบุญจำนวนมากยอมเดินเท้าเป็นระยะทางกว่าพันกิโลเมตร ผ่านภูเขา ชายฝั่ง หมู่บ้าน และเมืองต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความสงบภายในจิตใจ

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การเดินทางเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเพียงทางศาสนาเท่านั้น ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น การจาริกยังเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง การเปลี่ยนแปลงตนเองผ่านการเดินทาง การออกจากชีวิตประจำวัน และการค้นหาความหมายใหม่ของการมีชีวิตอยู่ การสลัดทิ้งตัวตนทางสังคมเพื่อชำระล้างจิตวิญญาณในพื้นที่รอยต่อนี้เอง แนวคิดนี้จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจวิวัฒนาการของปรากฏการณ์ Seichi Junrei ในยุคปัจจุบัน

✦ จากวัด 88 แห่ง สู่ Anime 88 Spots

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ญี่ปุ่นเริ่มพบปรากฏการณ์แปลกประหลาด แฟนอนิเมะจำนวนมากเดินทางไปยังสถานที่ที่ปรากฏในเรื่องแต่ง พวกเขาถ่ายภาพมุมเดียวกับในอนิเมะอย่างแม่นยำ (ซึ่งในเชิงเทคนิคของกลุ่มแฟนคลับเรียกว่า Butaitanbou หรือการล่าฉาก) เยี่ยมชมสถานที่ต้นแบบ สะสมตราประทับ ซื้อของที่ระลึก และเดินตามเส้นทางของตัวละคร

ในช่วงแรก ผู้คนเรียกสิ่งนี้ว่า "การตามรอยอนิเมะ" แต่ไม่นานนัก สื่อมวลชนและแฟนคลับเริ่มใช้คำว่า Seichi Junrei หรือ "การแสวงบุญสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์" แทน คำนี้ฟังดูเกินจริงในมุมมองของคนนอก แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันกลับสะท้อนความรู้สึกของผู้เดินทางได้อย่างน่าประหลาด เพราะสถานที่เหล่านั้นไม่ได้มีความสำคัญทางศาสนา แต่มีความสำคัญทางอารมณ์อย่างลึกซึ้ง

ความผูกพันนี้มีอิทธิพลมากจนในปี 2016 ภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันก่อตั้ง "สมาคมการท่องเที่ยวอนิเมะ" (Anime Tourism Association) ขึ้น และได้จัดทำโปรเจกต์คัดเลือก "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอนิเมะญี่ปุ่น 88 แห่ง" (88 Japanese Anime Spots) เป็นประจำทุกปี การเลือกใช้ตัวเลข 88 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการจงใจหยิบยืมความขลังและประวัติศาสตร์ของเส้นทางสักการะ 88 วัดของพระคูไค มาสวมทับลงบนแผนที่การท่องเที่ยวสมัยใหม่

✦ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในยุคของเรื่องเล่า

สำหรับผู้แสวงบุญในยุคกลาง ความศักดิ์สิทธิ์อาจมาจากศาสนาและคัมภีร์ สำหรับแฟนอนิเมะในศตวรรษที่ 21 ความศักดิ์สิทธิ์อาจมาจากเรื่องเล่า สถานที่เดียวกัน เมื่อถูกเชื่อมโยงเข้ากับความทรงจำ ความรู้สึก และประสบการณ์ทางอารมณ์ ก็สามารถได้รับความหมายใหม่

ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นแนวคิดนี้มีอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นทางข้ามรถไฟใกล้สถานีคามาคุระโคโคมาเอะ ที่กลายเป็นหมุดหมายข้ามพรมแดนจากฉากเปิดของ Slam Dunk , ศาลเจ้าวาชิโนะมิยะที่แฟนคลับ Lucky Star เข้าไปดัดแปลงการใช้งานแผ่นป้ายอธิษฐาน (เอมะ) ให้กลายเป็นเวทีสื่อสารระหว่างแฟนคลับด้วยกันเอง , หรือการที่เมืองโออาราอิสามารถฟื้นฟูชุมชนจากวิกฤตเศรษฐกิจหลังสึนามิได้สำเร็จ ด้วยการผสานเรื่องเล่าจาก Girls und Panzer เข้ากับเทศกาลปลาอังโค (Ankou Matsuri)

ตามทฤษฎีความแท้จริงเชิงอัตถิภาวนิยม (Existential Authenticity) ของนักวิชาการ Ning Wang พื้นที่เหล่านี้คือเครื่องมือที่ทำให้ผู้เดินทางได้ค้นพบ "ตัวตนที่แท้จริง" ผ่านประสบการณ์ที่หลุดพ้นจากกรอบสังคมเดิม ในแง่นี้ คำว่า Seichi จึงไม่ได้หมายถึง "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์" ในเชิงศาสนาเท่านั้น แต่มันอาจหมายถึง "สถานที่ที่มีความหมายพิเศษต่อใครบางคน"

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดในบทความชุดนี้ เรื่องราวของการเดินทางที่เริ่มต้นจากอนิเมะ แต่สุดท้ายกลับพาเราไปสู่คำถามที่เก่าแก่พอ ๆ กับอารยธรรมมนุษย์: เหตุใดผู้คนจึงออกเดินทาง? และเหตุใดบางสถานที่ จึงกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในหัวใจของผู้คน?

✦ เมื่อความรักสร้างพรมแดน

แม้มโนทัศน์เรื่องคอมมูนิตัส (Communitas) จะเน้นย้ำถึงความเป็นหนึ่งเดียวและความเท่าเทียมของกลุ่ม แต่เครือข่ายสังคมของผู้แสวงบุญอนิเมะไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความผูกพันทางอารมณ์สามารถสร้างทั้งโครงสร้างที่เปิดรับ (Inclusive) และกีดกัน (Exclusive) ได้ในเวลาเดียวกัน

ปรากฏการณ์นี้สามารถเห็นได้ชัดเจนในกระบวนการระบุตัวตนกลุ่มย่อย (Subgroup identities) ภายในแฟรนไชส์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น ในบรรดาแฟนคลับของผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง "Neon Genesis Evangelion" ผู้แสวงบุญอาจแบ่งค่ายทางความรู้สึกออกเป็นกลุ่มผู้สนับสนุน อายานามิ เรย์ (Rei Ayanami) และกลุ่มผู้สนับสนุน อาสึกะ แลงก์ลีย์ (Asuka Langley) การแบ่งแยกนี้สะท้อนลงมาในพฤติกรรมการเดินทางและการปฏิสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์ โดยพวกเขาอาจเลือกสนับสนุนเมืองหรือสถานที่ที่เชื่อมโยงกับตัวละครที่ตนหลงรักเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์เหล่านี้ไม่ใช่ความขัดแย้งที่มุ่งทำลายล้าง แต่ทำงานในลักษณะของการขับเคี่ยวเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยกระชับความผูกพันภายในกลุ่มย่อยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในภาพรวม ความเป็นปฏิปักษ์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ถูกห่อหุ้มด้วยอัตลักษณ์ร่วมขนาดใหญ่ของการเป็น "ผู้มีศรัทธาในอนิเมะ" ซึ่งยังคงเปิดกว้างมากพอที่จะเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้สามารถสร้างความรู้สึกร่วมและมิตรภาพได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าพวกเขาจะพูดภาษาอะไรก็ตาม กลไกการแพร่กระจายทางอารมณ์แบบไวรัล (Viral spread of shared emotional connections) โดยมีแกนนำชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนนี้ คือฟันเฟืองที่ทำให้ Seichi Junrei ดำรงอยู่ได้

✦ จากเยรูซาเล็มสู่โลกอนิเมะ

ปรากฏการณ์ "Seichi Junrei" หรือการแสวงบุญในโลกของอนิเมะ มิใช่เป็นเพียงกระแสการบริโภคเชิงสัญลักษณ์ของเยาวชน (Generation Z) หรือนโยบายการส่งออกทางวัฒนธรรม (Cool Japan) อันฉาบฉวย แต่เป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ทางมานุษยวิทยาและจิตวิทยาของมนุษย์ในยุคเปลี่ยนผ่าน 

บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า การตามรอยสถานที่จริงจากเนื้อเรื่องแอนิเมชัน ทำหน้าที่สืบทอดกลไกเชิงโครงสร้างของศาสนาดั้งเดิมได้อย่างน่าทึ่ง ผู้เดินทางต่างปรารถนาที่จะก้าวออกจากความกดดันของโลกสมัยใหม่ เข้าสู่สภาวะก้ำกึ่ง (Liminality) เพื่อเสาะหาความแท้จริงเชิงอัตถิภาวนิยม (Existential Authenticity) และถักทอสายใยความสัมพันธ์แห่งคอมมูนิตัสผ่านเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นกระดานป้ายเอมะที่ศาลเจ้าวาชิโนะมิยะ เทศกาลปลาอังโคแห่งเมืองโออาราอิ หรือแม้แต่การรอคอยแสงสุดท้ายที่จุดตัดรถไฟคามาคุระโคโคมาเอะ

ในยุคสมัยฆราวาส ที่ศาสนาสูญเสียอำนาจเด็ดขาดในการผูกขาดความเชื่อ ความหมายของชีวิตไม่ได้สูญหายไปไหน หากแต่ถูกเคลื่อนย้ายจากคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์มาสู่เรื่องเล่าบนจอภาพเคลื่อนไหว พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งศตวรรษที่ 21 จึงมิได้เกิดขึ้นจากปาฏิหาริย์ของเทพเจ้า แต่ก่อรูปขึ้นจาก "ปฏิสัมพันธ์ร่วมสมัย" ระหว่างความทรงจำของแฟนคลับ ภูมิประเทศของชุมชน และจิตวิญญาณแห่งการเปิดรับ (Omotenashi)

ตราบใดที่มนุษย์ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วย "เรื่องเล่า" พวกเขาก็จะยังคงออกเดินทางเพื่อแสวงหาจุดบรรจบระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกแห่งจินตนาการ ดังเช่นที่บรรพชนเคยดั้นด้นฝ่าความตายไปยังเยรูซาเล็ม ซันติอาโก หรือยอดเขาไกรลาส การเดินทางของแฟนอนิเมะในวันนี้ จึงเป็นสัญลักษณ์อันงดงามที่ยืนยันว่า การแสวงหาความหมายและศรัทธา คือรหัสพันธุกรรมที่ฝังรากลึกอยู่ในอารยธรรมมนุษย์อย่างไม่อาจลบเลือน

⛩️⛩️⛩️⛩️⛩️⛩️⛩️⛩️⛩️⛩️ 

สนใจติดตามโลกอนิเมะและวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่นเพิ่มเติม

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามผลงานอนิเมะ เกม มังงะ หรือสื่อบันเทิงร่วมสมัยจากญี่ปุ่น หนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีบทบาทสำคัญมาอย่างยาวนานคือ DMM.com ซึ่งเป็นศูนย์รวมคอนเทนต์ดิจิทัลขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น

การติดตามคอนเทนต์ใหม่ ๆ ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิงเท่านั้น หากยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำความเข้าใจวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์อย่าง Seichi Junrei ด้วยเช่นกัน

และสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ภายในระบบนิเวศของ DMM การเติมหรือจัดเตรียม DMM Point ไว้ล่วงหน้า ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ที่สนใจได้อย่างสะดวกต่อเนื่อง

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ทุกการแสวงบุญล้วนเริ่มต้นจากการพบเจอเรื่องเล่าเพียงเรื่องเดียว และเรื่องเล่านั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งต่อไปของคุณเช่นกัน

✦ แนะนำ ซีรีส์

  • ตอนที่ 1 : บทนำ | Seichi Junrei (聖地巡礼) จากเยรูซาเล็มสู่โลกของอนิเมะ

  • ตอนที่ 2 : Lucky Star | จุดเปลี่ยนที่ทำให้เริ่มมองเห็นพลังทางเศรษฐกิจของอนิเมะ

  • ตอนที่ 3 : จาก K-On! ถึง Haruhi | เมื่อ Anime Pilgrimage กลายเป็น Contents Tourism

  • ตอนที่ 4 : Your Name | เมื่อโลกทั้งใบเริ่มออกเดินทางตามรอยอนิเมะ

  • ตอนที่ 5 : Girls und Panzer | เมื่ออนิเมะช่วยปลุกเมืองให้ฟื้นคืนชีพ

  • ตอนที่ 6 : Love Live! Sunshine!! | เมื่อแฟนคลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมือง

  • ตอนที่ 7 : Anime Tourism Association | เมื่อการแสวงบุญกลายเป็นนโยบายระดับชาติ

  • ตอนที่ 8 : เมื่อความสำเร็จกลายเป็นปัญหา | Overtourism, Kamakura และข้อจำกัดของ Soft Power

  • ตอนที่ 9 : เมื่อมนุษย์เดินทางตามเรื่องเล่า | มนุษย์ สถานที่ และความหมายของการเดินทาง

  • ตอนที่ 10 : บทส่งท้าย | จากเยรูซาเล็มสู่โลกของอนิเมะ การแสวงบุญร่วมสมัย

✦ อ้างอิง (References)